บทที่ 8 ชีวิตหลังสมรส
ตอนที่ 8 ชีวิตหลังสมรส
หลายเดือนผ่านไปหลังพิธีอภิเษก เจินจิ่นเหยาปรับตัวเข้ากับชีวิตในตำหนักองค์ชายรองได้อย่างราบรื่น
ก่อนออกเรือน นางเคยได้ยินข่าวลือว่าเฉิงรุ่ยเหิงเป็นบุรุษเย็นชาและเจ้าระเบียบ แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ กลับพบว่าเขาสุภาพ อ่อนโยน และให้เกียรติสตรีเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่...สุภาพเสียจนเกินไป ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา องค์ชายรองไม่เคยเอ่ยเรื่องเข้าหอแม้แต่ครั้งเดียว หลังเสร็จราชกิจและศึกษาตำรา เขาก็มักกลับไปบรรทมที่ตำหนักหนังสือของตนเอง
ไม่ใช่เพียงจิ่นเหยาที่เป็นเช่นนั้น แม้แต่อนุชายาทั้งสองก็ไม่เคยได้รับความโปรดปรานเช่นเดียวกัน ราวกับการมีชายาเอกและอนุ เป็นเพียงธรรมเนียมของราชวงศ์เท่านั้น
เมื่อไม่มีผู้ใดได้รับความลำเอียง ก็ไม่มีเหตุให้ช่วงชิงความโปรดปราน ความระแวดระวังในวันแรก ๆ จึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นมิตรภาพ
ยามว่างทั้งสามมักนัดกันดื่มชา เล่นไพ่นกกระจอก และสนทนากันภายในศาลากลางสวน เสียงหัวเราะดังขึ้นแทบทุกบ่าย บรรยากาศสงบสุขกว่าที่จิ่นเหยาเคยจินตนาการไว้มาก วันนั้นหลังเล่นไพ่นกกระจอกจบ ซูอวิ๋นหัวเราะพลางส่ายหน้า
"แพ้อีกแล้ว"ซินมู่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ
"พี่หญิงฝีมือดีขึ้นทุกวัน"
จิ่นเหยาเพียงยกยิ้มอ่อน ไม่ได้กล่าวโอ้อวดแต่อย่างใด
นางทอดสายตามองสวนเบื้องหน้า พลางครุ่นคิด
หลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ใหญ่หลายฝ่ายต่างคอยกดดันว่า ในฐานะชายาเอก นางควรมีโอรสก่อนผู้ใด แต่จิ่นเหยาไม่เคยเก็บคำเหล่านั้นมาบั่นทอนจิตใจ ในเมื่อองค์ชายรองมิได้เร่งร้อน แล้วเหตุใดนางจะต้องร้อนใจแทนเขาเล่า
ชีวิตที่สงบเช่นทุกวันนี้...นางก็พึงพอใจแล้ว
ณ ตำหนักองค์ชายหก
เฉิงเซ่าหยวนยังคงมีนิสัยร่าเริงไม่ต่างจากเด็กหนุ่ม เขามักชวนเจินหลิงเยว่ทำกิจกรรมแปลก ๆ อยู่เสมอ หากวันใดไม่เล่นว่าว ก็ชวนดื่มชา เล่าเรื่องในราชสำนัก หรือไม่ก็ชวนนางมาปั่นจิ้งหรีด
ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเท่าใด หลิงเยว่ก็ยิ่งรู้สึกว่า องค์ชายหกไม่ได้มองนางเป็นชายา หากแต่มองเป็นสหายที่อายุไล่เลี่ยกันมากกว่า
แม้จะไม่ใช่ชีวิตคู่ดังที่นางเคยคิดไว้ แต่ก็สงบสุขกว่าที่หวาดกลัวไว้ก่อนออกเรือน
วันนั้นองค์ชายหกยกกรงจิ้งหรีดขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
"วันนี้เจ้าดำของข้าต้องชนะ!"
หลิงเยว่ยกกรงของตนขึ้นบ้าง ก่อนยิ้มบาง ๆ
"เช่นนั้นก็ลองดูว่าเจ้าทองของหม่อมฉันจะยอมแพ้หรือไม่"
ทั้งสองปล่อยจิ้งหรีดลงสนาม พร้อมใช้พู่กันเขี่ยหนวด ส่งเสียงเชียร์กันอย่างออกรส บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก้มหน้ากลั้นหัวเราะ
ผู้ใดจะเชื่อว่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์กับชายา จะจริงจังกับการประลองของจิ้งหรีดถึงเพียงนี้
ไม่นานนัก เจ้าทองก็เป็นฝ่ายเอาชนะเจ้าดำได้สำเร็จ
"ชนะแล้ว!"หลิงเยว่หัวเราะอย่างดีใจ ขณะที่องค์ชายหกทำหน้าราวกับโลกทั้งใบพังทลาย
"เป็นไปไม่ได้...เจ้าดำของข้าไม่เคยแพ้"
หลิงเยว่ยกยิ้มอย่างผู้มีชัย"คนเราย่อมมีแพ้มีชนะเพคะ"
องค์ชายหกถอนหายใจ ก่อนหัวเราะออกมาเสียเอง แล้วหยิบก้อนเงินหนึ่งร้อยตำลึงวางลงบนมือของนาง"ตามสัญญา"
หลิงเยว่รับเงินไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง แท้จริงแล้ว เมื่อวานองค์ชายหกเป็นผู้ท้าพนันเองว่า หากนางชนะ จะมอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้
นางจึงแอบให้สาวใช้ไปซื้อจิ้งหรีดฝีมือดีจากตลาดตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะต้องจ่ายถึงยี่สิบตำลึง แต่วันนี้กลับได้กำไรถึงห้าเท่า หลิงเยว่ลูบกรงเจ้าทองเบา ๆ พลางอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี
ชีวิตในตำหนักองค์ชายหก แม้จะไม่ได้หวานชื่น แต่ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และดูคล้าย...ทั้งสองจะแต่งงานมาเพื่อเป็นสหายมากกว่าจะเป็นสามีภรรยา
หลายวันต่อมา จิ่นเหยาและหลิงเยว่กลับมาเยี่ยมจวนผู้เป็นบิดาตามธรรมเนียม รถม้าทั้งสองคันแล่นเข้าสู่จวนกั๋วกงท่ามกลางรอยยิ้มของเหล่าบ่าวรับใช้ที่ออกมาต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง
“พี่ใหญ่! พี่รอง!” อิ่งหลัวยิ้มกว้าง รีบก้าวลงบันไดจวน
ไปหาพี่สาวทั้งสองทันที
จิ่นเหยายกมือแตะแก้มน้องสาวเบา ๆ พลางยิ้มอ่อนโยน “ดูเจ้าสิ ผอมลงหรือไม่”
“ข้าต่างหากที่คิดว่าพี่ใหญ่อิ่มเอิบขึ้น” อิ่งหลัวหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปมองหลิงเยว่ซึ่งกำลังยกกรงจิ้งหรีดใบเล็กลงจากรถม้า
“ถึงกับพาเจ้าตัวนี้มาด้วยหรือ”
หลิงเยว่หัวเราะเสียงใส “องค์ชายหกบอกให้ข้าช่วยดูแลสองวัน ไม่เช่นนั้นเจ้าดำจะเหงา”
คำตอบนั้นทำให้อิ่งหลัวหลุดหัวเราะ ขณะที่จิ่นเหยาส่ายหน้าอย่างระอา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
เมื่อมองรอยยิ้มของพี่สาวทั้งสอง อิ่งหลัวก็ยิ้มตามอย่างโล่งใจ แม้ชีวิตหลังออกเรือนของทั้งคู่จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายในตำหนักองค์ชายรอง อีกคนใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานราวกับมีสหายคู่ใจอยู่ทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองต่างปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้เป็นอย่างดี และมีความสุขในแบบของตนเอง
เพียงเท่านี้...นางก็วางใจแล้ว
นับจากวันนั้น อิ่งหลัวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะไม่มีหานอวิ๋นเฉิงมาถ่ายทอดวิชาให้อีก แต่นางก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า ทุกเช้านางจะอ่านตำราด้วยตนเอง ยามบ่ายฝึกเล่นหมากล้อมกับผู้เป็นบิดา หรือไม่ก็ขบคิดกระดานหมากเพียงลำพังอยู่ในเรือนหนังสือ
ยิ่งศึกษา นางก็ยิ่งตระหนักว่าความรู้นั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะเรียนรู้ได้หมดในชั่วชีวิต ทุกครั้งที่เผลอนึกถึงเขา อิ่งหลัวมักสูดลมหายใจลึก ก่อนก้มหน้าลงอ่านตำราต่อ ราวกับกำลังเตือนตนเองว่า ความรู้เพียงเท่านั้นที่จะอยู่กับนางไปตลอดชีวิต
นางหวังว่าสักวันหนึ่ง ความรู้ที่สั่งสมไว้ จะค่อย ๆ กลบความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจ
อีกด้านหนึ่ง หานอวิ๋นเฉิงยังคงทำงานในราชสำนักดังเดิม เขาคิดว่าเรื่องระหว่างตนกับศิษย์สาวได้จบลงแล้ว เพียงแต่บางครั้ง เมื่อเห็นกระดานหมากล้อมหรืออ่านตำราบางบท เขากลับเผลอนึกถึงศิษย์สาวผู้เคยตั้งคำถามไม่รู้จบ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเก็บความคิดนั้นไว้
